สาวร่างผอมวัย 20 ช็อก! ตรวจพบ "ไขมันพอกตับ" ระดับรุนแรง หมอชี้ 3 พฤติกรรมทำพัง

สาวร่างผอมวัย 20 ช็อก! ตรวจพบ "ไขมันพอกตับ" ระดับรุนแรง หมอชี้ 3 พฤติกรรมทำพัง

สาวร่างผอมวัย 20 ช็อก! ตรวจพบ "ไขมันพอกตับ" ระดับรุนแรง หมอชี้ 3 พฤติกรรมทำพัง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สาวร่างผอมวัย 20 ช็อก! ตรวจพบ "ไขมันพอกตับ" ระดับรุนแรง แพทย์เผย 3 พฤติกรรมทำพัง

อย่าชะล่าใจว่าคนรูปร่างผอมจะไม่มีความเสี่ยง ศัลยแพทย์ชาวไต้หวันออกมาเตือนอุทาหรณ์หลังพบคนไข้หญิงวัย 20 ปีเศษ ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพียง 19 แต่กลับตรวจพบสภาวะ "ไขมันพอกตับระดับรุนแรง" พร้อมค่าคอเลสเตอรอลและตับที่พุ่งสูงจนน่าตกใจ

นพ. เฉินหรงเจียน ศัลยแพทย์เฉพาะทางเผยผ่านแฟนเพจส่วนตัวว่า คนไข้รายนี้เดินทางมาพบแพทย์ด้วยความกังวลหลังจากผลตรวจร่างกายประจำปีของบริษัทระบุว่าเธอมีสภาวะไขมันพอกตับขั้นรุนแรง ทั้งที่ภายนอกเธอดูเป็นคนรูปร่างเพรียวบาง จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า แม้ค่า BMI จะต่ำแต่เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat) ของเธอกลับสูงถึง 41%

นอกจากนี้ ผลการตรวจเลือดพบว่าคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ของเธอสูงถึง 180 mg/dL (ค่าปกติควรต่ำกว่า 100 mg/dL) และค่าเอนไซม์ตับ (Liver Index) พุ่งเกิน 100 (ค่าปกติควรต่ำกว่า 35) ซึ่งบ่งชี้ว่าเธอกำลังเผชิญกับสภาวะ "ตับอักเสบจากไขมัน"

Cats Coming

เผย 3 พฤติกรรมเสี่ยง ทำไขมันพอกตับแม้ตัวผอม

เมื่อซักประวัติการใช้ชีวิต นพ. เฉินหรงเจียน พบว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ร่างกายของเธอสะสมไขมันในระดับอันตราย ดังนี้

  • ชอบรับประทานแป้งขัดขาว: เธอเน้นทานคาร์โบไฮเดรตขัดสีและอาหารกลุ่มแป้งแปรรูปเป็นหลัก
  • ขาดโปรตีน: ในอาหารแต่ละมื้อแทบไม่มีส่วนประกอบของโปรตีนที่มีคุณภาพ
  • ขาดการออกกำลังกาย: เธอไม่มีนิสัยในการออกกำลังกายเลย ทำให้ร่างกายไม่มีการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเผาผลาญไขมันส่วนเกิน

แพทย์ระบุว่าสภาวะนี้คือสิ่งที่เรียกว่า "ผอมแต่ลงพุง" หรือมีไขมันสะสมในช่องท้องสูง ซึ่งเป็นระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ในร่างกายหากไม่ผ่านการตรวจสุขภาพก็แทบจะไม่รู้ตัวเลย

ปรับพฤติกรรม 9 เดือน พลิกฟื้นตับให้กลับมาปกติ

ในการรักษา นพ. เฉินหรงเจียน ได้จ่ายยาลดไขมันในเลือดเพียงเล็กน้อยควบคู่ไปกับการสั่งให้คนไข้ "ปรับเปลี่ยนการกินอย่างจริงจัง" โดยลดปริมาณแป้งขัดขาว เพิ่มสัดส่วนของโปรตีน และเริ่มออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance Exercise)

หลังผ่านไป 1 เดือน ค่า LDL ลดลงเหลือ 140 mg/dL และเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ไขมันพอกตับได้ลดระดับจาก "รุนแรง" ลงมาเป็น "ระดับปานกลาง" จนกระทั่งครบ 9 เดือน ผลการตรวจซ้ำพบว่าค่าทุกอย่างกลับสู่เกณฑ์ปกติและไม่ต้องพึ่งยาอีกต่อไป

แพทย์ทิ้งท้ายว่า ไขมันพอกตับไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนอ้วนเท่านั้น การเลือกประเภทของอาหารและความสมดุลของสารอาหารมีความสำคัญกว่าปริมาณที่ทาน และการออกกำลังกายที่เหมาะสมเป็นปัจจัยจำเป็นในการรักษาความแข็งแรงของตับอย่างยั่งยืน

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล